สิวที่คางไม่หายสักที ทําไงดี สิวที่คาง เกิดจากอะไรรักษายังไง

0
2073
สิวที่คาง

สิวที่คาง การเกิดสิวในตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะส่วนใดก็ตาม ส่วนมากสาเหตุมาจากฮอร์ในร่างกายและมลภาวะภายนอก ที่กระตุ้นให้เกิดการอุดตันและการอักเสบของผิวหนัง แม้กระทั่งการเป็นสิวที่คางก็มีปัจจัยของฮอร์โมน และสภาพแวดล้อมภายนอกเขามาเกี่ยวข้องเช่นกัน สาเหตุของสิวที่คางโดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเกิดจากความผิดปกติของความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งมักที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ เช่น ในช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือน ซึ่งฮอร์โมนของเพศหญิงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากจนขาดสมดุล จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเป็นสิวที่คางนั่นเอง และเมื่อหมดช่วงประจำเดือนสิวที่คางก็จะค่อย ๆ หายไปเอง นอกจากนี้การ เป็นสิวที่คาง ยังสามารถบอกโรค ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าอวัยวะภายใน อาทิเช่น ลำไส้เล็ก ช่องคลอด มดลูก และรังไข่ กำลังเกิดความผิดปกติขึ้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดสิวที่คางได้อีกเช่น มลพิษจากสภาวะแวดล้อม แสงแดด ความเครียด การแพ้สารเคมีและเครื่องสำอาง เป็นต้น.

สิวที่คางสิวที่คางไม่หายสักที ทําไงดี สิวที่คางมีกี่ประเภทอะไรบ้าง?

สิวที่คาง เกิดจากอะไร การเป็นสิวที่คางนั้นสามารถแบ่งประเภทของสิวที่เกิดขึ้นบริเวณคางออกได้เป็น 2 ลักษณะดังนี้

1. สิวฮอร์โมน มีลักษณะเหมือนกับสิวอุดตันและสิวอักเสบ มักจะเกิดขึ้นเมื่อระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดความไม่สมดุล โดยเฉพาะเวลาที่ใกล้เกิดประจำเดือน หรือเมื่อเกิดความเครียด ก็จะทำให้เกิดเป็นสิวที่คางได้นั่นเอง
2. สิวผด หรือ สิวมลภาวะ เกิดขึ้นจากสิ่งสกปรกที่ก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดสิว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกอย่างเช่น เครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์และไขมันในปริมาณที่สูง ส่งผลให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง และอาจเกิดการอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบได้อีกเช่นกัน.

สำหรับสิวอักเสบบริเวณคางที่บ่งบอกว่า อวัยวะภายในร่างกายกำลังทำงานผิดปกตินั้น สามารถสังเกตุได้จากอาการของสิวอักเสบที่เกิดขึ้นว่า มีอาการดีขึ้นหรือยุบหายไปบ้างหรือไม่ ถ้าหากสิวอักเสบที่บริเวณคางไม่หยุดลุกลามและรุนแรงมากขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรรีบไปพบกับสูตินารีแพทย์ เพื่อตรวจเช็คการทำงานของอวัยวะภายใน เพราะสิวอักเสบเรื้อรังที่ขึ้นตามบริเวณใต้คางหรือแนวขากรรไกร อาจเป็นสัญญานเตือนของโรครังไข่ และความผิดปกติของฮอร์โมนประเภทอื่น ๆ หากละเลยหรือเพิกเฉยต่อการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และอาจจะทำให้มีบุตรยากได้.

เป็นสิวที่คางควรรักษาอย่างไร ?

1. รักษาสิวที่คางด้วยการรักษาระดับฮอร์ในร่างกายให้เกิดความสมดุล
– รับประทานผักและผลไม้ เพราะการรับประทานผลไม้จะช่วยทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ ทำให้ลดการเกิดสิวที่คางได้ นอกจากนี้การรับประทานอาหารควรงดกินอาหารที่เผ็ดจัด ๆ และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนด้วย ซึ่งเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของระบบย่อยอาหาร จะช่วยทำให้ลำไส้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้น
– กินยาบำรุงสตรี ในช่วงที่คุณผู้หญิงมีประจำเดือน ฮอร์โมนของเพศหญิงจะไม่ค่อยมีความสมดุลนัก ดังนั้นการกินยาสตรีจะช่วยปรับสมดุลของเพศหญิงให้เป็นปกติ ช่วยในการหมุนเวียนเลือดของคุณผู้หญิงได้เป็นอย่างดี
– ทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลายความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้ เป็นสิวที่คาง ดังนั้นควรหากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อมาช่วยลดความเครียดลงอย่างเช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ หรือการเดินช็อปปิ้ง เป็นต้น
– กินอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี เช่น หอยนางรม เมล็ดทานตะวัน รำข้าว ถั่วเปลือกแข็งและ เมล็ดถั่วต่าง ๆ ซึ่งแร่ธาตุสังกะสีนั้น สามารถช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยลดความมันบนใบหน้าได้อีกด้วย.

2. รักษาสิวที่คางด้วยผลิตภัณฑ์รักษาสิว
สิวที่คางส่วนใหญ่จะเป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบ ในปัจจุบันมีตัวยาที่สามารถรักษาสิวดังกล่าว ซึ่งใช้งานง่ายและช่วยลดระยะในการรักษาได้เป็นอย่างดีเช่น Benzoyl Peroxide (เบนซอยล์เพอร์ออกไซต์), Retinoids (เรตินอยด์), Isotretinoin เป็นต้น.

3. รักษาสิวที่คางด้วยวิธีแบบธรรมชาติ
การรักษาสิวที่คางด้วยวิธีแบบธรรมชาติอย่างเช่น การใช้สมุนไพรรักษาสิวซึ่งเป็นวิธีรักษาสิวที่ปลอดภัย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เหมาะกับคนที่มีผิวหนังแพ้ง่าย เนื่องจากใช้วัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มีสารเคมีเจือปน และวัตถุดิบก็หาได้ง่ายแม้กระทั่งภายในครัวเรือน ส่วนขั้นตอนและวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากอีกด้วย.

สมุนไพรรักษาสิวมีวิธีทำอย่างไรบ้าง?

ต่อจากนี้จะขอยกตัวอย่างการใช้สมุนไพรรักษาสิวที่นิยมกันในปัจจุบัน
1. ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้ ถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีความนิยมอันดับต้นๆในการนำมาใช้รักษาสิว เนื่องจากมีสรรพคุณในการบำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ และรักษาสิว วิธีใช้คือ นำวุ้นจากใบสด มาทาบริเวณที่มีเป็นสิว เพียงแค่วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น และปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออก เพียงเท่านี้ สิวก็จะค่อย ๆ หายไป สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่าย อาจทดลองทาวุ้นบริเวณท้องแขนดูก่อนว่ามีอาการแพ้หรือไม่.

ว่านหางจระเข้2. ใบบัวบก
ใบบัวบก ถ้าพูดถึงสมุนไพรชนิดนี้ทีไร หลายๆคนคงจะนึกว่ามันช่วยแก้อาการช้ำใน หรือแผลฟกช้ำได้อย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใบบัวบก นั้นมีสรรพคุณมากมาย เพราะได้รับการกล่าวขานเกี่ยวการรักษาโรคได้หลายชนิด อย่างโรคลมชัก โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ ช่วยลดความอ่อนล้าของสมองได้อีกด้วย และที่สำคัญใบบัวบกช่วยในการรักษาสิวได้เป็นอย่างดี วิธีการใช้ใบบัวบกรักษาสิวคือ นำใบบัวบกมาสัก 5-10 ต้น จากนั้นนำใบบัวบกมาใส่ภาชนะแช่น้ำทิ้งไว้ สักประมาณ 10 นาทีเพื่อให้สิ่งสกปรกที่แฝงมากับใบบัวบกหลุดออกก่อน เมื่อได้เวลาก็ล้างด้วยน้ำให้สะอาดอีกครั้ง แล้วนำมาตำหรือจะปั่นก็ได้ โดยผสมน้ำลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็นำใบบัวบกที่ได้จากการปั่น(เอามาทั้งน้ำทั้งเนื้อเลยยิ่งดี)มาพอกหน้าทิ้งไว้สักประมาณ 10-15 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด เป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นผิวหน้าของคุณจะดูอ่อนนุ่ม รูขุมขนดูกระชับขึ้น หากทำเป็นประจำจะช่วยลดเลือนรอยด่างดำแผลเป็นต่างๆ และลดการอักเสบของสิวบนใบหน้าได้ดีเยี่ยม.

ใบบัวบก

3. ขมิ้นชัน
ขมิ้นชัน เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย อาทิเช่น ช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ ช่วยต่อต้านการอักเสบและทำให้แผลหายเร็วขึ้น ขมิ้นชันได้รับการยอมรับว่าช่วยลดการอักเสบและลดการระคายเคืองได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการวิจัยอื่นที่บอกอีกว่า ขมิ้นชันช่วยปรับสภาพผิวเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้ผลิตเครื่องสำอางและครีมรักษาสิวหลายยี่ห้อ มีการนำขมิ้นชันมาเป็นส่วนผสมอยู่ในตัวผลิตภัณฑ์ด้วย วิธีใช้ขมิ้นชันรักษาสิวคือ นำปูนแดง ครึ่งช้อนชา ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา และน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากที่ล้างหน้าสะอาดแล้ว นำส่วนผสมที่ได้มาแต้มที่หัวสิว และทิ้งไว้จนกว่าเนื้อครีมจะแห้ง แต้มทุกเช้า-เย็น จนกว่าหัวสิวจะยุบและหายไปในที่สุด.

ขมิ้นชัน

ความเห็นเพิ่มเติม

LEAVE A REPLY