การรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติ หลุมสิวเกิดจากอะไร วิธีรักษาและป้องกัน

0
3890
รักษาหลุมสิว

หลุมสิว เป็นการอักเสบของสิวอย่างรุนแรงถึงชั้นหนังแท้ มักมีหนองร่วมด้วยจึงทำให้คอลลาเจนถูกทำลายและมักมีแผลเป็นหลังสิวหาย จึงเกิดแผลเป็นใต้หนังผิว หรือ เรียกว่าพังผืด ที่ดึงรั้งผิวหนังจนทำให้เป็นหลุม
โดยทั่วไปแล้ว หลุมสิว ที่เกิดจากการอักเสบของชั้นผิวบริเวณนั้น เมื่อสิวหายแล้วจึงเกิดการยุบตัวลงไปจนเป็นหลุมสิวที่มักจะเกิดหลุมและทิ้ง ร่องรอยไว้ คือ สิวอักเสบเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางทีก็อาจจะมาจากพฤติกรรมการบีบ เค้น แคะของเราด้วยในส่วนหนึ่ง.

รักษาหลุมสิวลักษณะรอยแผลเป็นหลังจากการเป็นสิว

ปกติแล้วเราจะเจอลักษณะของรอยแผลหรือลักษณะของผิวหลังจากสิวหายทั้งหมด 4 ลักษณะคือ รอยแดง รอยดำ หลุมสิว และคีลอยด์ ซึ่งรอยแดงและรอยดำมักจะมีลักษณะเป็นจุดสีแดงหรือดำในบริเวณที่สิวเคยมีอยู่เป็นบริเวณเล็กๆ ส่วนคีลอยด์จะเป็นลักษณะของผิวที่มีการนูนขึ้นมาจากผิวปกติในบริเวณที่สิวเคยมีอยู่ และสุดท้ายหลุมสิวเป็นลักษณะของผิวหนังที่ยุบตัวลงในบริเวณที่สิวเคยมีอยู่

ประเภทของหลุมสิว

Rolling Scars หลุมสิวแบบนี้จะคล้ายกับแอ่งกระทะและจะมีขอบของหลุมสิวดูแล้วคล้ายกับรอยเหี่ยวย่น มักเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่ ที่ผิวมีการซ่อมแซมตัวเองในระดับหนึ่งแต่การยุบตัวจากรอยสิวเกิดได้เร็วกว่าการสมานตัวกับผิว จึงเห็นเป็นรอยหลุมสิวนั่นเอง

Box Scars หลุมสิวที่คล้ายกับกล่องที่มีช่องลงไปปกติจะมีขนาดประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มักเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่หรือการเป็นอีสุกอีใส

Ice Pick Scars หลุมสิวที่คล้ายกับมีอะไรแหลมๆทิ่มลงไป คือมีปากแผลเล็กแต่ลึกปกติจะมีขนาดมักจะไม่เกิน 0.5 มิลลิเมตรเท่านั้น

รักษาหลุมสิว

สาเหตุหลักๆ ของการเกิดหลุมสิว

– การบีบ แกะหรือเกาสิว ซึ่งจะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น
– การไม่รักษาความสะอาดผิวหน้าที่ดีเพียงพอ
– การติดเชื้อแบคทีเรีย
– กรรมพันธุ์

การรักษารอยสิวและหลุมสิว

รอยสิวและหลุมสิวก็เหมือนแผลชนิดอื่นที่บางครั้งก็หายสนิทไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ แต่บางครั้งก็เห็นไปรอยเล็กๆ เท่านั้น  ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาทั้งสิ้น โดยหลักๆ มีการรักษาอยู่ 6 วิธี ได้แก่

1.ทาครีมลบรอยแผลเป็น ซึ่งทั่วไปมักมีส่วนผสมของวิตามิน E , กรดผลไม้ (AHA) , BHA ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้ และสาร AHA , BHA เป็นการทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออกมา และเกิดการซ่อมแซมและดันหลุมสิวให้ดีขึ้น วิธีใช้คือทาในบริเวณของรอยสิว

2.การใช้ยาทาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามิน A ซึ่งข้อควรระวังคือยากลุ่มนี้อาจจะทำให้เกิดอาการสิวเห่อขึ้นได้ใยช่วงแรก

3.การใช้ยาแบบกินที่มีสารสกัดจากอนุพันธ์วิตามิน A เช่น  Acnotim , Lsortretinoin เป็นต้น

4.การแต้มกรด TCA ในบริเวณที่มีรอยสิว ซึ่งเป็นการทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนที่มีรอยแดงหรือรอยดำหลุดออกมา

5.หยุดดื่มแอลกอฮอล์และหยุดสูบบุหรี่ เพราะทั้ง 2 สิ่งนี้จะยับยั้งการสร้างคอลลาเจนซึ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมรอยแผลของเรานั่นเอง

6.การป้องกันการเกิดหลุมสิวใหม่ เป็นวิธีการรักษาและป้องกันที่ดีสุด อีกทั้งเมื่อเกิดสิวอักเสบขึ้นเราต้องรักษาให้หายจากอาการอักเสบให้เร็วที่สุด เพราะสิวที่อักเสบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำลายผิวลึกเท่านั้นซึ่งรวมไปถึงโอกาสของการเกิดสิวด้วย ปกติแล้วก็จะมีการใช้ยาเช่น Benzac หรือการทานยาปฏิชีวนะ และวิธีการป้องกันอื่นๆ เช่น
– หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งสกปรกต่างๆ ทั้งมือเราและมลภาวะอื่นๆ
– อย่าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวในที่สุด ซึ่งรวมไปถึงการกำจัดความมันของใบหน้าอย่างถูกวิธีด้วย
– สระผมทุกวัน เพราะผมมีโอกาสสัมผัสกับใบหน้าได้สูง โดยเฉพาะคนผมยาว
– ไม่ควรนอนดึกมาก เพราะฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงและมีผลต่อการเกิดสิวได้
– อย่าล้างหน้าบ่อยเพราะจะทำให้หน้าแห้งและเกิดอาการแพ้ได้ง่าย แนะนำให้ล้างเพียงวันละ 2 ครั้งด้วยน้ำสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเท่านั้น
– การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของสิว หากมีสิวบ่อยเพื่อเป็นการลดความรุนแรงของสิวลง เช่น clindamycin gel เป็นต้น

การรักษาหลุมสิว

ถ้าพูดถึง การรักษาหลุมสิว ในปัจจุบันมันก็มีหลายๆ วิธีอย่างที่เรารู้ๆ กัน ตั้งแต่ การรักษาหลุมสิวด้วยวิธีธรรมชาติต่างๆ หรือ การแต้มกรด, การกรอผิวให้บางขึ้น, การใช้เข็มแทงลงไปเพื่อเซาะพังผืดออก ทำให้รอยหลุมสิวลึกดีดตัวขึ้นมา วิธีการนี้เหมาะสำหรับคนที่มีรอยหลุมสิวน้อย, การรักษาหลุมสิวโดยใช้เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง, การฉีด Stem Cell เพื่อช่วยเติมร่องลึกของริ้วรอย และรอยหลุมสิวให้ผิวเต็ม ซ่อมแซมผิวที่อ่อนแอสึกหรอให้แข็งแรงกลับมามีผิวใหม่ที่อ่อนเยาว์อย่างเป็น ธรรมชาติ เป็นต้น.

ทางรักษาหลุมสิวที่ดีที่สุด คือ การรักษาแบบทำควบคู่กันไป ทั้งการกินยา ทายาและเข้ารับการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ ไม่พยายามบีบ เค้น แคะ สิวที่กำลังอักเสบอยู่ เป็นไปได้ควรใช้ยาหรือไปพบคุณหมอเพื่อปรึกษาและทำการรักษาตามขั้นตอน ทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งก่อนนอน
หากเป็นสิวบ่อย ๆ ควรทายาฆ่าเชื้อสิวทิ้งไว้ก่อนล้างหน้า 10 นาที แล้วจึงล้างออกเพื่อลดการเกิดสิว ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่บำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ
ยังไงก็ตามสาวๆ หนุ่มๆ ไม่ควรเครียด หรือกังวลกับหลุมสิวและร่องรอยแผลเป็นมากจนเกินไป ค่อยๆ รักษาและหมั่นดูแลผิวหน้าบริเวณที่มีปัญหาไปตามระยะเวลาที่คุณหมอหรือผู้ เชี่ยวชาญได้กำหนดไว้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ส่วนถ้าใครอยากจะหายาทา สิวแต้มสิวมาใช้รักษาสิวด้วยตัวเอง ก็ทำได้ มีผลิตภัณฑ์ยารักษาสิวสมัยนี้ มีส่วนผสมจากธรรมชาติไม่มีสารเคมีตกค้างระคายเคืองต่อผิว.

 

ความเห็นเพิ่มเติม

LEAVE A REPLY